เกษม อภิชนตระกูล (ซึ่งขอเรียกในรีวิวนี้ว่า พี่เบลล์ ตามชื่อเล่น มันสั้นดี) สร้างชื่อจริงๆจากเรื่อง “ชมรมวารสารตำนานสถาบัน” ด้วยการหยิบเอาการ์ตูนสายสคูลไลฟ์มาผนวกกับความเป็นไทยเป็นธีมหลักอย่างจริงจังครั้งแรก (จะเห็นว่าเรื่องก่อนหน้านั้นอย่าง สัมผัส ก็เป็นการ์ตูนผีที่ไม่ได้โฟกัสที่ความน่ากลัว) เจ้าตัวพยายามสร้างสิ่งใหม่ ดึงเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ยังไม่มีใครเขียนในไทย มาริ่เริ่มด้วยตัวเอง เอาไว้แค่นี้ก่อน เดี๋ยวมันจะโยงไปถึงเรื่อง ชมรมวารสาร กลับมาตรงนี้กันก่อน เจ้าหนูข้าวจี่ เป็นหนึ่งในการ์ตูนบ้าบอคลื่นลูกใหม่ แหกกรอบการ์ตูนทำอาหาร ทำให้มันตลก ล้อเลียนวงการอาหาร ยิงมุกไปตลอดทั้งเล่มอย่างไหลลื่นกลมกลืน ชวนให้นึกถึงหนังพวก Scary Movie ตลอดเวลา

เนื้อเรื่องพูดถึงพ่อค้าขายข้าวจี่ที่ชื่อข้าวจี่ ต้องถูกท้าแข่งทำอาหารโดยยอดนักทำอาหารอายุน้อยจากต่างแดน เพื่อชิงป้ายกันสาดที่เขียนว่า “อร่อยที่สุดในโลก” แค่เรื่องย่อก็ปวดกบาลแล้ว ติงต๊องอาจจะน้อยเกินไปกับการนิยามสถานการณ์แบบนี้ — และท้ายที่สุด ข้าวจี่ก็จะเอาชนะคนเหล่านี้ด้วยวิธีมักง่ายที่สุดในสามโลก!!!!!!!

หลายคนอาจจะถูกสปอยล์กันมาก่อนแล้ว ดังนั้นไม่ต้องอึ้งไปกับผมก็ได้

“เจ้าหนูข้าวจี่” เป็นการ์ตูนที่เจ้าตัววางพล็อตกับเพื่อนเอาไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ประกอบที่เจ้าหนูข้าวจี่ออกตอนแรกพอดี หลังจากการประกวดการ์ตูนเดบิวท์หัวข้อ “แซ่บเว่อร์” ดังนั้น หากพล็อตของใครไปบังเอิญเหมือนกับของข้าวจี่ก็ซวยไป โดนปรับตกรอบแน่นอน (หน่านี่!!!!) ซึ่งผมเคยเห็นเรื่องนั้นอยู่ใน Ookbee ด้วย รู้สึกสงสารจับใจ (โถ!!! พ่อหนุ่มดวงซวย อุตส่าห์ได้ไอเดียดีๆไว้ในมือแท้ๆ) มีคิดเล่นๆไว้ว่า ถ้าข้าวจี่ถูกเขียนออกมาเป็นเรื่องจริงในตอนนั้น ผมอาจจะไม่ชอบจริงๆก็ได้ — ผลงานแรกๆของเจ้าตัว มีมิติที่แบนราบ บวกกับลายเส้นที่ดูยังไม่พร้อม (ยกตัวอย่างเรื่อง เสียงเพรียก ในรวมเล่ม สัมผัส) ด้วยชั่วโมงบินที่สั่งสมมาเกือบ 10 ปี พยายามทดลองอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มีช่วงที่พีคที่สุดทั้งลายเส้น+เนื้อเรื่อง(ส่วนตัวคือปี 2013) และช่วงที่ดิ่งลงมานิดหน่อย (ส่วนตัวคือ หลังจากนั้น) ผลลัพธ์ของข้าวจี่ จึงออกมาสมบูรณ์แบบอย่างมาก

หลายคนท่าจะชอบมันแหละ ผมเองยังชอบมันเลย ถึงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความซ้ำซากของแก๊ก คุณอาจจะไม่ชอบ แต่ไม่สามารถปฏิเสธความไหลลื่นของแก๊ก คือต่อให้ตัวหนังสือมันเยอะก็อ่านเข้าใจได้ง่าย เป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานที่การ์ตูนควรจะมี ซึ่งคนเขียนก็จัดแจงออกมาพร้อมแล้ว ในทางกลับกัน ผมชอบความซ้ำซากของแก๊กนะ มันยกระดับเอกลักษณ์ของตัวละครให้ชัดเจนขึ้น ลองนึกถึงชินจังที่ชอบเล่นช้างน้อยตัวเองทุกเล่มสิ ดังนั้น ผมขอยืนยันว่าข้อเสียไม่ใช่ที่ความซ้ำซากแน่นอน

แต่สิ่งที่ทำให้ผมอึ้งจริงๆกับการเอาชนะสุดมักง่ายของพระเอกคือ “การแถอย่างมีเหตุผล” ครับ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การ์ตูนดูฉลาด มีน้ำหนัก ฟังขึ้นจนเถียงไม่ออก เป็นเนื้อแท้จริงๆของการ์ตูนชุดนี้ ขอสปอยล์ในฉากที่พระเอกสามารถเอาชนะราเมงเทพด้วย “มาม่าขยำ” (อะไรวะเนี่ย!!?!) ด้วยเหตุผลที่ว่า “บะหมี่ของเธอมันไร้ซึ่งพัฒนาการ ไม่เปลี่ยนแปลงไม่เพิ่มเติมสิ่งใหม่” (จึงๆมีเหตุผลโยงใยมากกว่านี้ ต้องอ่านรวมเล่มถึงจะเข้าใจ) ถึงจะน่าโมโห แต่ก็จริงของมัน อารมณ์ของเรื่องต่างจากวารสารมาก จะเน้นไปในทางเจ้าเล่ห์เพทุบายกว่าเดิม ปะทะคารมได้โหดมาก (โดยเฉพาะฉาก”เอาคนทำอาหารไม่เป็นมาแข่ง”คือ เลือดเย็นมาก) และนอกจากนั้นก็ยังมีวาทะโหดๆอีกมาก

ตรงนี้ ผมเริ่มจะเข้าใจคำพูดที่เจ้าตัวอ้างไว้ว่า ถนัดเรื่องสงครามข่าวสาร มันคืออะไร

ดีไซน์ตัวละครออกมาง่ายๆ เน้นไปทางเด็กสาวน่ารักๆ คอสตูมง่ายๆ เอียงไปทางโลลิค่อน ดูสบายตาดี เข้ากับเรื่องดีแล้วที่เจ้าพวกนี้ต้องออกบทบ่อยๆ ไม่ต้องเหนื่อยวาดด้วย อาจจะมีปัญหาในบทของเอมโอชกับปลา ที่ไม่โดดเด่นในช่วงท้ายๆ ปล่อยตัวละครออกมามากเกินไป ปัญหาเดียวกับ อนึ่ง ฉบับการ์ตูนเลย (ขนาดตอน ปลาได้รับความนิยมจากนักอ่านในช่วงแรก ผมยังงงเลยว่าขนาดนั้นเลยเหรอวะ)

การวาดภาพ ไม่ค่อยเน้นไปที่ฉากซักเท่าไหร่ วาดอาหารได้สวย เส้นเข้มในระดับกลางๆ เข้ากับเจ้าตัวดีแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด พวกแอคติ้งหน้าตาที่อ่านแล้วรู้สึกพีคคือถึงพริกถึงข่ามาก ไม่นึกว่าจะเจอกับงานเจ้าตัวเลย (แต่บางรูปก็น่ากลัวเกินจะทานทน ไม่ต้องเอาสไตล์มาใส่ในวารสารนะ ผมไหว้ล่ะ) — ความพิเศษของเรื่องนี้คือ น่าจะเป็นการ์ตูนที่เล่นแก๊ก “รสมือแม่” ได้น่าตื่นเต้นที่สุดในโลก

ล้อเลียนทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกส่วนของหนังสือ ขนาดปกใน ชื่อตอนยังมีแก๊กล้อเลียน ตอนจบหน้าสุดท้ายก็ยังล้อเลียน หยิบเอาแก๊กการ์ตูนทำอาหารและไม่เกี่ยวกับการ์ตูนทำอาหารมายำจนต้องถอดถอนใจ บางมุกค่อนข้างดักแก่ ถ้านึกออกก็จะขำลึกกันเลยทีเดียว เป็นงานที่บ้าพลังที่สุดของเจ้าตัวในขณะนี้ อาจจะมีแก๊กส่วนน้อยที่อ่านแล้วรู้สึกจั๊กจี้บ้าง อย่างแก๊ก “น้องพลับขอสอง” คือทำไมต้องมุกนี้ด้วยเฮ้ย!!!?!! เอาออกไปได้เลย ไม่จำเป็นด้วยซ้ำ

แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดด้านข้อมูล ไม่สิ เรื่องความเป็นไปได้ เจ้าหนูข้าวจี่ผู้มีไหวพริบเอาชนะคู่แข่งระดับเทพด้วยวิธีง่ายๆ กลับใช้วิธีขู่บังคับกรรมการ เพื่อโล่มิชลิน 3 ดาว ซึ่งไอ้ความมักง่ายจากการเอาชนะคู่แข่งมันมีเหตุผล แต่อันนี้คือผมไม่ไหวจริงๆ ความน่าเชื่อถือหายหมด

โชคดีที่ความสุดยอด+ความพีค บดบังข้อเสียจนหมด ทำให้เป็นการ์ตูนที่อ่านสนุกจนวางไม่ลง ได้ข้อคิดจากความมักง่ายที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับการ์ตูนแนวนี้ (อย่างพีค) อาจจะเหมาะสำหรับคนทำอาหารซะมากกว่ามุ่งเน้นข้อแนะนำกับกลุ่มคนทั่วไป แต่ก็สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า เป็นการ์ตูนไทยสายตลกที่ดีที่สุดในขณะนี้เลยก็ว่าได้

เมื่อผลงานดีๆออกมาต่อเนื่อง ก็สามารถไปต่อได้อีกยาวๆ น่าสนใจว่าเจ้าตัวจะทำอะไรต่อไป

(สรุป 10/10)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *