ทาคาเบะ เด็กสาวผู้สูญเสียพ่อแม่จากอุบัติเหตุจนต้องมาอาศัยอยู่กับครอบครัวลุงและป้า ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันไหนตัวเองต้องมาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยแม้จะเป็นญาติและพวกเขาก็ดูแลเธอดีแต่ก็ไม่อาจทำให้ ทาคาเบะรู้สึกว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของเธอได้ หากมองในมุมคนอื่น ทาคาเบะ เป็นเด็กผู้หญิงที่เก็บตัวไม่พูดคุยกับใคร แม้ช่วงเวลานี้ควรจะเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขและสนุกที่สุดสำหรับชีวิตวัยรุ่น ม.ปลายอย่างเธอ แต่เธอก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกโดดเดี่ยวจุดนี้ได้ ตลอดเวลาทาคาบะจะใส่หูฟังขนาดใหญ่คลอบหูเอาไว้และฟังตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเวลาที่อยู่คนเดียวในห้อง หรือออกมาข้างนอกบ้าน รวมถึงเวลาในห้องเรียนเธอก็เลือกจะฟังเพลงผ่านหูฟังคู่ใจของเธออันนี้ตลอดเวลา แม้จะมีเสียงเพลงเป็นเพื่อนแต่ไม่อาจทำให้คำถามที่อยู่ในใจเธอเงียบลงเลย กลับกันเสียงแห่งคำถามนี้ยังคงดังและถามตัวเธอตลอดเวลา ด้วยการปิดกั้นตัวเองอย่างนี้จะให้ใครเข้ามาทำลายกำแพงอันนี้คงจะยากไปในเมื่อเธอเองนั่นแหล่ะที่เป็นคนสร้างกำแพงที่คิดว่าจะปกป้องตัวเธอจากอารมณ์ความรู้สึกเสียใจในชีวิตเธอได้

จนวันนึงขณะที่เธอเดินเล่นอยู่คนเดียวในวันทัศนศึกษานอกสถานที่ของห้องเธอ ดาวตกดวงนึงก็พุ่งใส่เธอ ร่างเธอควรจะแหลกละเอียด แต่เธอกลับพบว่า ตัวเธอมาอยู่ ณ ชั้นเรียนในโรงเรียนของเธอเสมือนทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้น แต่เธอมั่นใจว่ามันมีเหตุการณ์ประหลาดแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ และขณะที่เธอกำลังสบสนอยู่นั้นเอง ก็มีเสียง เสียงนึงดังขึ้นในหัวเธอ เพื่อบอกและยืนยันว่าเธอคิดถูก เหตุการณ์ที่เธอถูกชนโดยดาวตกนั้นจริง เพียงแต่สิ่งนั้นไม่ได้หายไปไหน แค่อยู่ในตัวเธอ ร่วมกับเธอเท่านั้นเอง และ ทาคาเบะ ก็กำลังจะเป็นตัวแทนของโลกใบนี้เพื่อตัดสินชะตากรรมการเกิดหรือดับของดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลก ดาวที่เธออาศัยอยู่นี่เอง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายๆคนคงคิดว่าไอเดียแบบนี้มาอีกแล้วก็เป็นได้นะครับ เพราะอย่างผมยังรู้สึกเลยว่าเนื้อเรื่องแนวดาวตกมาปะทะร่าง และ ประทับร่างนี้มีมาตั้งแต่อดีต ตั้งแต่อุลตร้าแมนได้แล้วมั้งครับ ถือว่าเป็นการเข้าทรงยอดนิยมแบบนึงก็ว่าได้ และแม้จะเริ่มต้นด้วยพล็อตที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่เรียกได้ว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากคือการเล่นกับเรื่องที่ทาคาเบะ ปิดกั้นตัวเอง หรืออยู่คนเดียวเพราะคิดว่านี่คือทางที่ดีที่สุดอยู่แล้ว เอาละ ถ้าทุกคนได้อ่านเรื่องนี้ตั้งแต่หน้าแรกๆ ผมว่าหลายคนคงเดาแนวเรื่องได้ไม่ยาก ผมก็เช่นกันครับ แต่กระนั้นไอ้การที่ อ. คนเขียนใช้การประทับร่างนี้เผื่อเปิดกำแพงจิตใจอันหนักหนาของทาเคเบะ ก็เป็นอะไรที่ทำออกมาได้เป็นอย่างดีครับ ผมชอบการสื่อสารของเรื่องนี้มากครับ เพราะการสร้างให้สิ่งที่ประทับร่างของทาคาเบะนี้นอกจากจะยิ่งใหญ่ระดับผู้พิทักษ์จักรวาลที่คอยสกัดกั้นสิ่งที่จะคอยเดินทางไปยังดาวต่างๆเพื่อกัดกินและทำลายดาวนั้นให้พินาศ แต่สิ่งที่เรื่องนี้เน้นอยู่หลายครั้งก็คือนี่คือวงจรของจักรวาลที่จะต้องเป็นไปอย่างนั้น maelstrom เสมือนเป็นผู้ร้ายที่คอยเดินทางไปดาวต่างๆเพื่อทำลาย แต่นั่นคือสิ่งที่ถูกสร้างและกำหนดเอาไว้ด้วยวงจรของเอกภพ เสมือนธรรมชาติที่มีวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ไม่หยุดนิ่ง เมื่อมีผู้ร้ายเอกภพก็สร้างผู้ที่จะมาคอยขัดขวาง maelstrom นั่นก็คือคู่หูของนางเอกที่ต้องอาศัยอยู่ในร่างของนางเอกเพราะอุบัติเหตุแห่งการประสานงานั่นเองครับ

ในเรื่องนี้พยายามหยิบยกกฎหรือวงจรแห่งเอกภพมาอธิบายในเรื่องนี้อยู่หลายรอบหลายตอนนะครับ แต่ก็ไม่ได้ยากต่อการอ่านหรือเข้าใจของคนอ่านอย่างเราครับ ผมว่าสนุกดีนะที่ยกกันมาแบบนี้ และในเรื่องก็มีการสร้างเนื้อเรื่องให้สนุกเพิ่มขึ้นเมื่อเราคิดว่าการกำจัด maelstrom นั่นคืออีเว้นปิดของเรื่องนี้แต่ไม่ใช่ครับ มีสิ่งที่เรียกว่าวิวัฒนาการอัน หเกิดจากการต่อสู้ระหว่างตัวร้ายกับนางเอกเราครับ และแถมยังจับตัวร้ายอย่าง maelstrom มารวมร่างกับ ทาคาเบะ อีกกลายเป็น 3 จิตในกายเดียวซะงั้น ถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจครับ. แต่เมนหลักจริงๆเท่าที่ผมรับรู้ได้จากเรื่องนี้ แม้จะหยิบยกเรื่องจักรวาลและการทำลายล้างอันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเป็นปกตินั้น กลับเป็นเรื่องของการปิดกั้นตัวเองครับ อย่างที่บอก ทาคาเบะนี่เจอการตายของครอบครัวทำให้ขอปิดกั้นความรู้สึกโดยการใส่หูฟังตลอดเวลาและเลือกที่จะอยู่กับเสียงเพลงเพื่อปลอบโยนจิตใจเธอ แม้จะมีญาติสนิทที่รับเธอมาเลี้ยงและมองเธอเสมือนเป็นคนในครอบครัวและต้องการให้เธอมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างปกติ แต่ทาคาเบะ ก็ยังคงไม่สามารถมอบความไว้วางใจและความเชื่อมั่นมอบกลับออกไปได้ นี่คือประเด็นที่สื่อสารไปทั้งเรื่องควบคู่กับเรื่องการต่อสู้ในเรื่องนี้ครับ แม้สุดท้ายและตอนท้ายสุด เจ้าการปิดกั้นตัวเองนี่แหล่ะที่ยังเป็นศัตรูสำคัญที่ดำเนินและตัดสินชะตาชีวิตของคนบนโลกและโลกใบนี้ด้วยอีกต่างหาก จึงบอกได้เลยครับว่าความเหงา และการปิดกั้นตัวเองในเรื่องนี้เป็นแกนหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้

ตอนผมอ่านทีแรกก็เดาเนื้อเรื่องไปเรื่อยๆครับไม่ยากเพราะเนื้อหาแบบนี้ไม่มีอะไรมาก แต่ก็เริ่มแปลกใจมากขึ้นเมื่อจบการต่อสู้กับ maelstrom ได้อย่างใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิดก่อนจะพาไปสู่เรื่องราวในอดีตของตัวทาคาเบะ อันนี้ไม่คิดว่าจะใส่มาให้และต่อเนื่องกับศัตรูที่คิดว่าจบไปแล้ว ก่อนจะพาไปสู่ลาสบอสอีกอย่างที่โดนแกนความเหงามาเป็นจุดกำหนดของการเป็นอยู่ของโลกในเรื่องนี้ครับ ถือว่าเป็นการสร้างเนื้อเรื่องที่แตกต่างกว่าที่ผมคิดเอาไว้นะครับ แม้หลักๆจะเดาได้แต่การพาไปนั่นทีนี่ทีก็เป็นอะไรที่ไม่ได้คิดไว้ในทีแรก ที่สำคัญผมว่าเขาพาเราไปได้อย่างสนุกนะครับ คือถ้าใครอ่านตอนแรกๆที่เริ่มรู้เรื่องเกี่ยวกับเงื่อนไขจักรวาลแล้วโอเค พอหลังๆจะสนุกไปกับเรื่องนี้ไม่ยากเลยครับ

สิ่งที่ดีงามอีกอย่างนึงของเรื่องนี้ก็คือลายเส้นครับ ผมชอบลายเส้นในเรื่องนี้นะครับ วาดคนก็มีมิติ ดูสะดุดตา วาดอะไรชวนอ้วกหรือชวนสยองก็รู้สึกตามนั้น เป็นลายเส้นที่สื่อสารออกมาได้ดีมากๆ อ่านสนุกทั้งเล่ม ลายละเอียดมาเต็มครับ โดยเฉพาะหน้าปิดตอนท้ายเล่มที่ลายเส้นจะสวยเป็นพิเศษ โดนใจผมอย่างแรงเลยครับ. ผู้มาเยือนพันธุ์สยอง เป็นผลงานของ อ. Nobuaki Tadano ซึ่งผมจำได้ว่าที่บ้านก็มีผลงานของอ.เขาอยู่อีก 3-4 เรื่องเดี๋ยวต้องค้นมาอ่านครับ เรื่องนี้มีทั้งหมด 4 เล่มจบ ลิขสิทธิ์ในไทยโดย สนพ วิบูลย์กิจ ออกมาตั้งแต่ปี 2552 ครับ ปัจจุบันต้องหามือสองอ่านครับ แต่คิดว่าหาไม่ยากนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *