มิโยริ เด็กสาวตัวน้อยๆ ต้องย้ายโรงเรียนอย่างกะทันหันจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียว มาสู่เมืองเล็กๆที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากป่า ตามคำสั่งของพ่อของเธอ เพราะปัญหาครอบครัวที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อและแม่ของเธอนั้น ทำให้เธอต้องย้ายมาอยู่กับปู่และย่าอย่างไม่เต็มใจนัก เธอคิดว่านี่เป็นวิธีการจัดการกำจัดลูกสาวอย่างเธอออกจากชีวิตของพ่อเธอ เพราะพ่อของเธอยังคงทำงานอยู่ในโตเกียวเหมือนเดิมมีเพียงเธอที่ต้องย้ายมาที่นี่

ด้วยการย้ายมาอยู่ในที่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยอย่างนี้แน่นอนการปรับตัวย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบากไม่ใช่น้อย เด็กเมืองใหญ่มาสู่ป่าใหญ่แห่งนี้เป็นอะไรที่ทำให้เธอยอมรับมันลำบาก แม้คุณย่าจะบอกอยู่เสมอว่าไม่ต้องกังวลไปเพราะป่านี้จะเยียวยาและเป็นเพื่อนกับเธอเอง คำพูดพวกนี้คงเป็นได้แค่เพียงคำปลอบเพื่อให้เธอสงบลงเท่านั้น หากแต่ไม่ใช่เพียงคำพูดที่ออกมาอย่างไม่มีอะไร คำพูดจากย่าของเธอนั้นจะนำพาความจริงและหนทางแห่งชีวิตมาให้เธอรู้ตัวเองว่าแท้จริงแล้วเธอเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ และเรื่องราวต่างๆของมิโยริก็ได้เริ่มขึ้น

กับป่าแห่งนี้แม้เรื่องย่อจะมีส่วนที่เหมือนกันกับเรื่อง โทโทโร่ และดูเรียบง่ายไปซักหน่อย แต่เอาเข้าจริงๆแล้วเนื้อเรื่องเรื่องนี้กลับนำเสนอปัญหาทางสังคมของญี่ปุ่นออกมาได้อย่างตรงตัวและน่าคิดเป็นอย่างมาก โดย อ. ผู้เขียนแม้จะยึดโครงเรื่องให้เป็นแนวฟิลกู๊ดก็ตามแต่รายละเอียดนี้เป็นแนวดราม่าผสมปนมาอย่างที่ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใสหรือเป็นแนวเด็กอ่านได้ทั้งเล่ม คนที่เหมาะอ่านจริงๆคงเป็นคนที่โตแล้วและเข้าใจปัญหาพอสมควร คงไม่สามารถให้เด็กๆอ่านกันเพียวๆสำหรับเรื่องนี้และเข้าใจปัญหาทั้งหมดได้อย่างแท้จริงครับ

เพราะอะไรผมถึงคิดอย่างนั้น ก็คงต้องมาเริ่มตั้งแต่ประเด็นปัญหาของบ้าน มิโยริ ที่เป็นที่มาที่ไปของเรื่องนี้ครับ สิ่งที่ อ. ผู้เขียนนำเสนอมาให้เราอ่านนั้นก็คือ ตัว มิโยริ ที่เรียนอยู่ในชั้น ป.6 นั้นไม่ใช่เด็กที่ใช้ขีวิตสงบสุขในเมืองใหญ่เท่าไหร่นัก เพราะตั้งแต่ปัญหาทะเลาะกันของพ่อแม่ในบ้านเลยนั้นก็เป็นปัญหาหนักหน่วงสำหรับเด็ก ป.6 อย่างเธอแล้ว ความที่พ่อและแม่มีความแตกต่างด้านความคิดเป็นอย่างมากนั้นทำให้ครอบครัวที่ควรจะเห็นเป็นทางเดียวกันนั้นไม่สามารถเป็นแบบนั้นได้ โดยเฉพาะเมื่อมาถึงเรื่องต้นเหตุของเรื่องนี้ที่แท้จริงก็คือการ ที่แม่ของเธอนั้นหนีตาม อ.พิเศษที่มาสอน

มิโยริ เรียนที่บ้านไปนั้นก็ยิ่งบอกเล่าถึงปัญหาของพ่อแม่และครอบครัวนี้ได้เป็นอย่างดี แต่หากปัญหาเรื่องนี้ยังไม่ทำให้ตัว มิโยริ ดูเป็นเด็กสาวที่เจอปัญหาหนักหน่วงไปนัก ก็ขอเพิ่มเติมปัญหาที่โรงเรียนให้กับตัวเธอบ้างแล้วกัน โดยที่โรงเรียนของเธอนั้น เธอเป็นเด็กที่ถูกหมายหัวและโดนกลั่นแกล้งจากคนเด็กที่ไม่ชอบเธอ และด้วยนิสัยของเธอที่ไม่ยอมใครทำให้ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ยังคงรุกรานชีวิตของเธออยู่ทุกๆวัน ด้วยปัญหาเหล่านี้ พ่อของมิโยริ เลยจับเธอส่งมาอยู่บ้านของปู่และย่าที่บ้านนอก โดยที่ตัวเขาเองยังคงเลือกทำงานอยู่ที่เดิมและไม่ได้มาอยู่เคียงข้างลูกสาวอย่างเธอในวันที่เธอไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเธอถึงต้องมาอยู่ที่ตรงนี้ ไม่แปลกเลยที่เธอจะคิดว่าเพราะเธอเป็นตัวปัญหาไม่สามารถทำให้พ่อและแม่รักกันได้

เธอจึงถูกผลักไสให้มาอยู่ในที่ห่างไกลอย่างนี้. ที่นี่ทั้งชนบทและเรียกว่าห่างไกลความเจริญสำหรับเธอก็ว่าได้ เมืองที่โดนป่าล้อมรอบ ความสะดวกสบายไม่มีอะไรให้เลย แม้แต่ร้านสะดวกซื้อก็ยังไม่มีในหมู่บ้านแห่งนี้เรียกว่ามันช่างแตกต่างกันอย่างมากกับชีวิตที่เธอเคยเจออยู่ โรงเรียนที่เธอต้องไปเรียนนั้น ทั้งเล็กและคุณครูก็น้อย สมกับอยู่ในพื้นที่แบบนี้ มิโยริ จึงต้องเข้มแข็งและส่งกำลังใจให้ตัวเธอเองตลอดเวลา นั่นแหล่ะคือตัวเธอ เพราะไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้เธอ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาใคร หรือต้องการเพื่อน เพราะการอยู่คนเดียวนั่นคือสิ่งดีที่สุด เธอไม่ต้องการผิดหวังจากความคาดหวังที่เธอคิดว่าจะได้รับความรักจากคนรอบข้างของเธอ ไม่ว่าจากแม่ที่ทิ้งเธอไป พ่อที่นำเธอมาสู่ที่ห่างไกล หรือแม้แต่เพื่อนๆ วัยเดียวกันที่จ้องจะกลั่นแกล้งเธอเพราะเธอแข็งเกินกว่าจะยอมให้กับปัญหาที่อยู่ต่อหน้าได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างไม่จำเป็นสำหรับเธอเลย ตัวเธอเองเท่านั้นที่สำคัญที่สุด

ในเรื่อง มิโยริ ถือว่าเป็นเด็กที่คอยรับปัญหารอบด้านที่ไม่ว่าจะเกิดจากคนในครอบครัวอย่างพ่อแม่ หรือคนในวัยเดียวกันอยู่ทั้งเรื่อง ผมค่อนข้างสนใจประเด็นของ พ่อ และ แม่ของ มิโยริเป็นอย่างมากครับ เพราะถือว่าเป็นสาเหตุหลักของตัวตนของมิโยริ ในขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องที่เธอได้รับผลกระทบจาก แม่ของเธอ ตลอดทั้งเรื่องเหมือนกันครับ เสมือนว่า ความรักจากแม่ถือว่าเป็นคีย์ของชีวิตของเด็กๆอย่างเธอ ซึ่งในความเป็นจริงมันก็จริงแท้แน่นอนแหล่ะครับว่า เด็กที่ได้รับความรักจากพ่อและแม่เบื้องต้นเด็กคนนั้นจะถูกเติมเต็มในสิ่งที่ควรได้รับและถูกต้องครับ

เพราะฉะนั้นการที่เรื่องนี้นำเสนอว่ามิโยริมีปัญหาจากความรักในครอบครัวเป็นเบื้องต้นของปัญหานั้น จึงเป็นอะไรที่ผมดูแล้วมันถือว่าเป็นปัญหาที่เบสิคเอามากๆ แต่ทรงพลังและมีความหนักหน่วงสำหรับคนทุกคนในโลกใบนี้เลยนะครับ. ตัวแม่ของมิโยริเป็นอะไรที่แปลกเอามากๆ ผู้เขียนสร้างเคเรทเตอร์ออกมาได้น่าสนใจดีครับ เพราะแม่ของเธอเหมือนเป็นผู้หญิงที่เอาแต่ใจเป็นอย่างมาก เหมือนเป็นผู้หญิงที่ไม่โต ไม่พร้อมจะมีลูกเลย ซึ่งจุดนี้เหมือนล้อกับความเป็นจริงในสังคมเราว่ามีผู้หญิงหลายคนที่มีลูกโดยไม่พร้อม ไม่พร้อมด้วยวุฒิภาวะส่วนนึง

ซึ่งดูเหมือนแม่ของมิโยริจะเป็นทำนองนี้ครับ เพราะเราจะเห็นกันทั้งเรื่องว่าแม่เธอเรียกร้องอะไรที่ตัวเองเอาแต่ได้ และทำอะไรตามใจโดยไม่คิดว่าตัวเธอเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ โดยแทบจะเรียกว่าหากแม่ของเธอไม่มีมิโยริแล้ว เราจะนึกว่านี่คือเรื่องของผู้หญิงเหลวแหลกที่ใช้ชีวิตในสังคมไม่เป็นครับ หากแต่ด้วยการที่เธอมีลูกแล้วนี่แหล่ะ ที่ทุกการตัดสินใจ การกระทำตัวเองนั้นส่งผลไปยังลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ. ในขณะที่ตัวพ่อก็พูดได้ว่าเป็นอีกตัวละครที่ตัดสินและแก้ไขปัญหาได้อย่างอ่อนเอามากๆ อย่างที่บอกครับการที่เขาเลือกที่จะอยู่ทำงานที่เดิมและส่งลูกสาวที่หัวใจถูกทำร้ายทั้งจากโรงเรียนและแม่ของเธอมายังพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยโดยลำพังแม้จะบอกว่า ที่นั่น มีแม่ของเขาที่เขาไว้ใจได้ก็ตาม แต่สำหรับ มิโยริ แล้วนั้น นั่นคือคนแปลกหน้า คนที่เธอต้องการที่สุดคือตัวพ่อ ของเธอ ที่ควรมาอยู่เคียงข้างกายตรงนี้กับเธอ นั่นเป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้เลยว่าเธอถูกพลักออกมาให้อยู่ในจุดที่เรียกว่าเกินจะรับไหวสำหรับเด็ก ป.6 คนนึง พลักจากปัญหาที่เธอไม่ใช่เป็นคนทำ มองในแง่แบบนี้แล้วผมรู้สึกเลยว่าเรื่องนี้มันดาร์กไม่ใช่เล่นนะครับ

จุดดีของเรื่องนี้ที่บอกว่าเฮ้ยเรื่องนี้มันไม่ได้สิ้นหวังไปซะทีเดียวนะ ก็คือตัว มิโยริ เป็นหลักส่วนนึงครับ เพราะการให้นิสัยใจคอของมิโยริมาระดับแกร่งประมาณนึงทำให้การดำเนินเรื่องไม่ได้สิ้นหวังอะไรนัก เพราะแม้เธอจะโดนกระทำจากคนในครอบครัวแบบนี้ ทัศนคติของตัวเธอถือว่าดีระดับนึง เหมือนพอที่จะยืนด้วยตัวเองได้ เพียงแต่ผมไม่แปลกใจว่าทำไม่เธอถึงเลือกที่จะอยู่คนเดียวและพึ่งพิงคนอื่นให้น้อยที่สุด ก็เพราะแม้แต่พ่อแม่ของเธอ เธอยังพึ่งไม่ได้แล้วคิดว่าจะให้เด็กเล็กๆคนนี้ไปพึ่งใครละครับ บอกเลยนะครับว่าเนื้อเรื่องเริ่มแบบนี้ถ้าไปอยู่ในมือ อ. บางท่าน เนื้อเรื่องคงดาร์กเอามากๆ และจบด้วยความเศร้าอย่างรุนแรงแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นมองในแง่นี้เรื่องนี้ นี่ปราณีเอามากๆเลยนะ

แต่อย่างที่บอกครับเรื่องนี้คือเรื่อง “ภูตไพรมิโยริ” เพราะฉะนั้นอีก 1 คีย์เวิลดิ์ที่สำคัญคือเหล่า ภูตไพร ครับ เพราะโลเกชั่นในเรื่องนี้อยู่ในบ้านนอกที่มีป่าล้อมรอบ และป่านั้นอุดมสมบูรณ์มากๆ ประกอบกับตัวมิโยริ ถูกกำหนดให้สัมผัสในเรื่องนี้ได้ เหล่าภูตจึงได้ออกมาเจอกับตัวมิโยริครับ ซึ่งตรงนี้มองในแง่ดีก็ดีนะ มองในแง่ลบนี้ มิโยริโครตจะปวดหัวเลย ไหนจะปัญหาต่างๆ ตามที่บอก แล้วต้องมาเจอภูตที่คนอื่นไม่เห็นอีก ถ้าเป็นหนังบางเรื่องตัวมิโยริอาจมีปัญหาเรื่องทางจิตเอาเลยก็ได้นะครับ . ผมชอบภูตในเรื่องนี้มากเลยนะครับ การออกแบบออกมาได้แปลกดี และพวกนิสัยต่างๆ ที่ใส่มายังภูตแต่ละตัวต้องเรียกว่า สมเป็นภูตที่อยู่ในป่า จริงๆครับ ชิวเอามากๆแต่ละตัว ไม่มีตัวไหนที่แตกกลุ่มในการใช้ชีวิตเลยครับ ในเรื่องนี้อ. ผู้เขียนใส่ความรู้สึกอบอุ่นมาให้เหล่าภูตนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่เน้นพวกพลังอะไรให้มันดูเวอร์ เหล่าภูตเรื่องนี้แทบจะไม่พลังอะไรเลยครับ พลังที่มีก็จะหนุนอิงกับธรรมชาติรอบๆตัวเรามากกว่า หรือจะบอกว่าพลังเหล่านั้นก็คือธรรมชาติและปรากฎการณ์ที่ควรจะเป็นไป หรือที่เราสัมผัสกันอยู่ทุกวันนี้ แบบนั้นก็ว่าได้ครับ

แม้ตัวภูตเองจะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในเรื่องที่สำคัญ แต่เรื่องนี้ใช้การนำเสนอเรื่องราวปัญหาและชีวิตของมิโยริเป็นหลักครับ โดยเหล่าภูตจะเป็นตัวช่วยและคอยปลอบโยนและพูดคุยกับมิโยริไปเรื่อยๆ ครับ อ.ไม่ได้เน้นหนักในเรื่องของภูตมากไป ผมว่าใส่มาได้แบบพอดีเอามากๆ การบอกเล่าเรื่องราวของ 2 อย่างหลักในเรื่องอย่าง มิโยริและภูตนั้น ผมต้องบอกลงตัวละละมุนเป็นอย่างมาก

ท่ามกลางปัญหาหนักๆ เกินไปของเด็ก ป.6 แบบนี้นั้นการทำให้โทนเรื่องไปมากไปและน้อยไปแบบนี้นั้นสำหรับผมถือว่าทำออกมาได้ดีมากเลยครับ. อีกส่วนนึงที่ทำให้ผมชอบและรักเรื่องนี้นั่นก็คือลายเส้นครับ ลายเส้นเรื่องนี้โดนใจผมเป็นอย่างมาก ด้วยการวาดที่เรียกว่าออกแนวธรรมชาติ ลายเส้นไม่ได้คมหรือพิเศษอะไรมาก ตัวผมเองมองว่าออกจะเหมือนภาพร่างเอาด้วยซ้ำ การวาดอย่างนี้มีเสน่ห์มากสำหรับผมครับ และเข้าได้ดีมากกับเนื้อเรื่องในเล่มนี้ ผมประทับใจมากเลยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *