ในมุมมองของผมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีจุดร่วมที่เหมือนกับมังงะเรื่องดังเรื่องนึงที่ผมอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกเรื่องนั้นก็คือ ต้องรอด ครับหากใครเคยอ่านเรื่องนั้นก็จะรู้เนื้อหาว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเอกที่ตามหาครอบครัวหลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงเกิดขึ้นมา ซึ่งตัวเอกที่เป็นเพียงเด็กมัธยมเลยต้องหาทางเอาตัวให้รอดในสถานะการณ์ที่สิ่งแวดล้อมเลวร้ายไม่เหมือนกับที่เขารู้จักให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตามหาเบาะแสของครอบครัวเขาเพื่อตามหาพ่อแม่และพี่สาวให้เจอด้วยความหวังที่ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเรื่องนี้กล่าวโดยกว้างๆ ก็มีความเหมือนกันในจุดนี้ครับ เด็กหนุ่มในเรื่องนี้ รุ่นราวคราวเดียวกับในเรื่อง ต้องรอด มีความหวังในการที่จะกลับไปยังโตเกียวเพื่อตามหาพ่อแม่และพี่สาวในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างมาก แต่ในความเหมือน มีความต่างครับ เพราะเรื่องนี้เน้นในเรื่องของสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาใหญ่ครั้งนี้ครับ

ในเรื่องนี้เราจะเห็นว่า ผู้เขียนให้เวลาในการที่ตัว เทรุ ต้องปรับตัวและรับสภาพในปัญหาที่เขาเจออยู่ ณ ตอนนี้ ด้วยอารมณ์ที่เขาไม่เข้าใจสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้านี้เลย เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น ทำไม ทำไม ไปเรื่อยๆ ในขณะที่เขาเดินสำรวจหรือค้นหาผู้รอดชีวิตในตู้รถไฟที่มีแต่ความเงียบและความมืดที่อยู่รอบตัวเขา เขาต้องหาสิ่งที่จะช่วยส่องแสงให้ความสว่างกับเขาก่อน เพราะเขารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างรุนแรงในสภาพที่มืดมิดไปอย่างนี้ ซึ่งผู้เขียนให้ความสำคัญกับการที่ตัวละครต้องมีอาการหวาดกลัวความมืดเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด ทุกตัวละครสำคัญต้องฝ่าในเรื่องของความกลัวในความมืดให้เราได้เห็นกัน มีทั้งคนที่ผ่านไปได้กับคนที่ถูกความกลัวครอบงำจิตใจ เราจะเห็นเด็กๆ ที่รอดให้ความสำคัญกับเรื่องแสงสว่างในอุโมงค์ปิดตายนี้เป็นอย่างมาก เหมือนมากกว่าปากท้องที่ตัวเองต้องเจอในตอนนี้ ก็เพราะเมนของเรื่องนี้เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ก็คือ เรื่องของความกลัวครับ

หากต้องรอดคือคัมภีร์แห่งการเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม Dragon head กับกลายเป็นเรื่องที่พูดถึงความกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจเราเมื่อเจอปัญหาเกินควบคุมอยู่ตรงหน้า ในเรื่องนี้แทบไม่ได้นำเสนอการเอาตัวรอดของทุกตัวละครในสภาพแห่งความสูญเสียอันยิ่งใหญ่เลยครับ คุณจะไม่ได้เห็นวิธีการหาน้ำ หรือวิธีตกปลา พร้อมกับบอกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่จะบอกว่าคุณจะต้องทำยังไงเพื่อให้มีชีวิตรอดเลย แต่คุณจะเห็นตัวละครตกใจและควบคุมจิตใจตัวเองไม่ได้เมื่อความมืดคืบคลานเข้ามา หรือสติเริ่มแตกเมื่อรู้ว่ายังไงก็ไม่มีใครมีชีวิตรอดนอกจากตัวเองอีกแล้วครับ และเมื่อตัวละครในเรื่องสามารถหนีออกมาจากด่านแรกก็คืออุโมงค์ปิดตายแล้ว และมาพบสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า

เราก็ยังไม่พบวิธีการเอาตัวรอดจากเรื่องนี้อยู่ดีแหล่ะครับ เพราะตัวละครกับมุ่งการค้นหาไปที่ใครยังมีชีวิตรอดอยู่บ้างบนแผ่นดินที่เขากำลังเดินอยู่อย่างนี้ พร้อมกับคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นมันถึงอยู่ในสภาพแบบนี้ หากความรู้สึกตอนเห็นโลกของต้องรอด ที่ตัวละครเอกพบเห็นไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่าโลกมันวินาศไปแล้ว คุณจะได้อีกอารมณ์ที่รุนแรงกว่าในโลกของ Dragon Head แม้สิ่งที่ต้องการนำเสนอก็คือ โลกพินาศไปทุกที่แล้วก็ตาม ภัยพิบัติในโลกของ Dragon Head นั้นมันคือการสูญสิ้นของสิ่งมีชีวิต ความสิ้นหวังในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จนผมอดคิดไม่ได้ว่า หากเกิดเรื่องอย่างนี้ขอเป็นหนึ่งในคนที่ตายไปเลยจะดีกว่าที่จะต้องมาเจอแบบนี้ ผมคิดว่าไอ้ตัวละครที่รอดนี่แม่งโครตซวยเลย เพราะโลกหลังจากการหลุดออกจากอุโมงค์นั้นมันคือแผ่นดินและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้วเอามากๆ หากตัวละครที่หลุดมาถึงด่านนี้คิดว่าเมื่อออกมาแล้วจะต้องเจอหนทางที่ดีกว่า บางทีการอยู่ในอุโมงค์แล้วตายไปอย่างเงียบๆ อาจจะดีกว่า ณ ตอนนี้ก็ได้ครับ เพราะมันสิ้นหวังจริงๆ

ในเรื่องเราจะได้พบเห็นการเดินทางเพื่อหาคำตอบให้กับตัวละครว่า มันเกิดอะไรขึ้น และการก้าวไปอย่างละก้าวทีละจุด ก็มอบความสิ้นหวังให้กับพวกเขาได้อย่างมากขึ้น มากขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยฉากที่มีผลกระทบกับตัวละครทุกตัวในเรื่องผมยกให้ฉากการเจอหลุ่มดำที่ขนาดไม่ธรรมดาครับ เพราะผู้เขียนเล่นเขียนใหญ่ระเบิดระเบ้อเอามากๆ ไม่ว่าใครเจอแบบนี้ก็สิ้นหวังกันแหล่ะครับ.. และขณะที่ผมกำลังอ่านด้วยเนื้อหาที่เป็นการค้นหาทางรอดในแบบฉบับของเรื่องนี้ อยู่ๆก็มีตัวละครลับโผล่พรวดมาซึ่งไอ้เจ้าตัวนี้ได้สร้างความสงสัยใคร่รู้มากๆ ว่ามันจะเกี่ยวของกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะตอนนั้นมันทำให้ผมเดาเนื้อเรื่องไม่ออกจริงๆนะ ว่าไอ้ตัวนี้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร ถือเป็นกับดักที่ขุดหลุ่มให้ผมตกไปได้อย่างง่ายดายจริงๆครับ

สิ่งที่เรื่องนี้ทำออกมาหลอกคนอ่านอย่างเราๆ นั้นมีอยู่มากมายในตัวนี้ ยิ่งเราคิดว่าปกติมันน่าจะมีไอ้นั่น ไอ้นี่ สรุปคือไม่ใช่ครับ สิ่งที่มีมันเป็นการบีบคั้นทางจิตใจให้กับตัวละครและคนอ่านอย่างเราเป็นอย่างยิ่งครับ ผสมปนเปกับพฤติกรรมตัวละครต่างๆที่โผล่พรวดออกมา ที่สร้างความสับสนให้กับเราครับ นี่ยังไม่นับพฤติกรรมของสาวเจ้าในเรื่องที่ผมโครตอยากตบแม่งมากๆ เพราะเธอเป็นคนรักชีวิตมนุษย์อย่างไม่ดูเหตุผลหรือสิ่งต่างๆที่กำลังเจออยู่เลยว่ามันไม่ใช่นะเธอ แต่ถ้าจะมองว่าด้วยสถานการณ์ที่เหลือคนน้อยซะยิ่งกว่าน้อยขนาดนี้ การรักษาชีวิตใครซักคนให้รอดมันเป็นทางเลือกที่ทุกคนควรร่วมมือกัน มันก็ใช่แต่ต้องไม่ใช่แบบที่กำลังเจอแบบนี้ บอกเลยว่าปวดตับในบางจังหวะครับ

หากพูดถึงความพินาศเล่นใหญ่ในเรื่องนี้แล้วละก็ ผมว่าสิ่งที่ผมนึกถึงเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ก็คือ การสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์เลยนะครับ เพราะผมรู้สึกว่าคนเขียนเอาหลักการวินาศในครั้งนั้นมาเป็นแกนในเรื่องนี้นะ อาจคิดไปเองก็ได้แต่ถ้าใช่ คุณก็ลองคิดเอาเองว่าอ.ผู้เขียนเอาเหตุการณ์ระดับจักรวาลอย่างนั้นมาใส่ให้ตัวละครระดับมัธยมเล่นกัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เหรอ เปล่าเลย มันเป็นไปได้ และมันเคยเกิดขึ้นแล้วในหลายพันล้านปีที่แล้ว ซึ่งมันก็คงจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ เป็นได้มากกว่า จะมีมนุษย์ต่างดาวบินเข้ามายึดโลกอีกนะครับ.. แต่อย่างที่บอกเรื่องนี้ไม่ได้เอาสถานการณ์มาเล่นใหญ่อย่างเดียวเพราะสิ่งที่เขาเน้นเอามากๆ ก็คือการที่ตัวละครที่เป็นผู้รอดชีวิตเหล่านี้ ต้องเผชิญหน้ากับความกลัว

ซึ่งเป็นความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ จะว่าไปมันคือสัญชาตญาณดิบของมนุษย์เราเลยก็ว่าได้ ซึ่งผลแห่งปัญหาครั้งนี้ก่อให้มนุษย์กลุ่มนึงมีบางสิ่งที่เปลี่ยนไป พร้อมกับสิ่งเร้าที่มีมากกว่าปกติครับ ซึ่งตอนท้ายเขาก็ยังเน้นย้ำอยู่อีกว่า ความกลัว เป็นคียร์ที่พวกเราต้องใส่ใจมัน

จะพูดไป ผมนั้นไม่ใช่แฟนของอ.มิเนทาโร่ โมจิซูกิ ผู้เขียนเรื่องนี้หรอกนะครับ เอาเข้าจริงๆ ผมไม่ได้ถูกใจในการเห็นเรื่องนี้ครั้งแรกเลยด้วยซ้ำ เพราะลายเส้นในเรื่องนี้เข้าขั้นห่วยในสายตาผมไม่ใช่น้อยครับ ตัวละครไม่ได้สร้างสรรคมาเพื่อเรียกแขกซักเท่าไหร่ แต่เรื่องฉากอันนี้พอรับได้ครับ อ.เน้นที่เนื้อเรื่องของเรื่องนี้ซะมากกว่าด้วยซ้ำครับ แต่หากคุณไม่อาจเมินเฉยกับเรื่องนี้ได้หรอกนะ เพราะนอกจากเนื้อเรื่องที่แปลก และแหวกแนวในการตีความแล้ว เรื่องนี้ยังได้รับรางวัล

การ์ตูนยอดเยี่ยมจากรายการTEZUKA OSAMU CULTURAL PRIZE ในปี 2000 อีกด้วย ชื่อถ้วยคุ้นไหมครับ นั่นก็คืออีกหนึ่งรางวัลที่การันตีว่าเรื่องนี้มีดีกว่าลายเส้นที่คุณได้เห็นอย่างแน่นอนครับ.. Dragon Head นี้ มีทั้งหมด 10 เล่มจบ ในไทยเจ้าของลิขสิทธิ์ก็คือ สนพ TMCK ซึ่งพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2546 แล้วครับ และ สนพ TMCK นี้ปัจจุบันก็น่าจะหายตัวไปแล้ว ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้อยู่ในข่ายหายากไม่ใช่น้อยครับ โดยปกติผมชอบหนังสือค่ายนี้มากเพราะกระดาษเขาดีจริงๆ หนักกว่าปกติมากครับ เสียดาย เสียดาย

นี่คือการ์ตูนแนวโลกมีปัญหาผสมแนวความคิดทางจิตที่คุณต้องเดาไปเรื่อยๆ เป็นฉากๆ เป็นตอนๆ แต่ไม่มีอะไรมาบอกว่าที่คุณเดาจะถูกต้องนะ เพราะเรื่องนี้ไม่เน้นเอาตัวรอดอย่างเรื่องอื่นๆ แต่เน้นการค้นหาหลายๆอย่างของผู้ที่รอดและมีชีวิตครับ ซึ่งแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ มาก มันไม่ใช่คัมภีร์แห่งการเอาตัวรอดตามที่ผมบอก ไม่มีเกร็ดความรู้อะไรมาเพิ่มในเรื่อง แต่มันจะพาไปพบการสูญสิ้นแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์บนเกาะเล็กๆที่เรียกว่าญี่ปุ่นและการเผชิญกับจิตใจที่แตกสลายเมื่อคุณได้รู้ว่าความหวังนั้นมันไม่มีอยู่จริงครับ ใครชอบแนวแบบนี้ต้องหามาอ่านนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *